กลับมาอีกครั้ง
March 25, 2008
ตอนแรกกะว่าจะไปสมัครเวปไซต์ที่ให้เขียนไดอารี่ซักเวปนึง แต่คิดได้ว่าเราก็มี Blog ของเราอยู่นี่นา
เลยกลับเข้ามาเขียนอีกครั้ง คิดว่าคงไม่มีใครรู้ แต่ไม่เป็นไรหรอก แค่อยากใช้ที่ตรงนี้ระบายความรู้สึก ประสบการณ์ของตัวเอง
ก็เท่านั้น
วันพิเศษ
October 18, 2007
วันนี้เป็นวันพิเศษอีกหนึ่งวันค่ะ คือ เราได้รับความรู้ใหม่ๆ จากวิทยากรสองท่านด้วยกัน ท่านแรกคือ อาจารย์ปราณี ได้มาบรรยายเรื่องการเงิน บัญชี และพัสดุ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเอามากๆ แต่หลายๆคนกลับละเลยที่จะใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เกิดความผิดพลาดเรื่องการบริหารงานมานักต่อนักแล้ว อาจารย์ปราณีได้บอกกับพวกเราว่า ทำงานกับเงินต้องมองเงินให้เป็นกระดาษ ไม่เช่นนั้น แล้วถ้าความโลภจะทำให้เราขาดสติ ตรงนี้มันเป็นพื้นฐานของทุกคนที่ต้องมีความซื่อสัตย์ และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง ถ้าเรามีจิตใจที่ไม่ซื่อตรงแล้วคงจะทำให้ไม่เจริญก้าวหน้าในอาชีพ ของตนเองอย่างแน่นอน จบการบรรยายในเช้าวันนั้น ทำให้มองเรื่องเงินได้เข้าใจถึงระบบการบริหารในองค์การได้ชัดเจนมากขึ้นค่ะ
ตอนบ่าย เราได้รับเกีรยติจากวิทยากรอีกท่านหนึ่ง คือ ท่านอาจารย์ เพ็ญจันทร์ อัครโสภณได้มาให้ความรู้กับพวกเราในเรื่องเกี่ยวกับผู้นำ ตอนแรกอาจารย์ได้ให้พวกเราพูดถึง ผู้นำที่เรานำมาเป็นแบบอย่างพร้อมทั้งบอกถึง ลักษณะของความเป็นผู้นำที่เรานำมาเป็นแบบอย่าง ต่อมาอาจารย์ได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างบทบาทของ Leader และ Manager ทำให้เห็นภาพได้ชัดเลยค่ะว่าถ้าเราอยากเป็นleader ควรที่จะทำอย่างไร และในตอนท้าย อาจารย์เพ็ญจันทร์ ได้นำหลักธรรมของพุทธศาสนา มาประยุกต์เข้ากับหน้าที่ที่ผู้นำพึงกระทำ เป็นหลักธรรมที่เราต่างก็คุ้นเคยกันดีสามารถนำไปทำได้จริงและยังเกิดความเข้าใจที่แท้จริงอีกด้วย
ประเมินผล
October 17, 2007
ชั้นเรียนวันนี้ อาจารย์ชลารัตน์ได้บรรยายเกี่ยวกับเรื่องการประเมินผลโครงการ ในช่วงต้นของการบรรยายอาจารย์ได้กล่าวถึงการบริหารโครงการ คือ เป็นการจัดการการใช้ทรัยากรต่างๆที่มีอยู่อย่างเหมาะสมและสมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้การดำเนินโครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้… ทรัพยากรที่ว่าก็คือ เวลาและเงินต้องจัดการให้คุ้มค่าที่สุด กลับมาที่การประเมินผลโครงการต่อนะคะ ความหมายของการประเมินผล เอาง่ายๆแบบที่นุกเข้าใจนะคะ คือ การเก็บข้อมูลในส่วนที่เราต้องการ แล้วนำข้อมูลนั้นมาจัดการให้เป็นสารสนเทศที่มีประโยชน์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในครั้งต่อไป เมื่อก่อนนุกไม่เคยคิดว่ากระบวนการการคิดวิธีการประเมินผลจะมีความละเอียดแบบนี้คือ ต้องมีจุดมุ่งหมายและขอบข่ายการประเมินที่ชัดเจน ต้องมีกระบวนการเพื่ออธิบายสิ่งที่ต้องการประเมินได้ และขั้นตอนการสังเคราะห์การประเมินผล เมื่อเรียนจบทำให้รู้เลยว่า กว่าจะได้แบบประเมินและการประเมินที่มีคุณภาพไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ
เรียนรู้จากคนรอบข้าง
October 13, 2007
ห่างหายไปจากการ อัพ blog ไปนานมากๆค่ะ เจอเพื่อนๆหลายคนที่เรียนด้วยกัน คำทักทายกลายเป็น “อัพ blog กันยัง” ตอบกลับไปว่า “ยังเลย” แล้วก็ยิ้มน้อยๆที่มุมปาก เพราะว่าได้เห็นความห่วงใยและใส่ใจของพวกเราที่มีต่อกันค่ะ
ย้อนกลับไปเมื่อ สัปดาห์ที่ วิทยากรจากสถาบันการเรียนรู้ได้มาให้ความรู้ กับเพื่อนๆ สัปดาห์นั้นไม่ได้เข้าร่วมด้วยค่ะ เพราะติดภาระกิจต้องไปเข้าร่วม งานสัมนากิจกรรมนักศึกษา ตอนแรกก็ยังลังเลว่าจะไปดีหรือเปล่า เพราะอาจารย์ก้องกาญจน์ เคยได้พูดว่า อย่าไปเลย อยากให้ได้รับความรู้จากพี่วิทยากรมากกว่า แต่ว่าเพื่อนที่เป็นประธานโครงการ ได้มาพูดกับนุกว่า “ถ้านุกไม่ไปเราก็จะไม่ไป” นุกก็ได้ถามกลับไปว่า ทำไมล่ะ เพื่อนก็ได้บอกว่า เพื่อนคนอื่นๆทิ้งไปหมด ไม่มาช่วยทำงาน ถ้านุกไม่ไป เราก็จะไม่ไปเหมือนกัน ตอนนั้นตัดสินใจลำบากมากค่ะ แต่ว่า เห็นว่าถ้าเพื่อนคนนี้ไม่ไป งานทั้งหมดจะกลายเป็นของสภานักศึกษา ทั้งๆที่ทั้งองค์การนักศึกษาและสภานักศึกษาร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ก็เลยได้ตัดสินใจที่จะไปงานสัมนากิจกรรมนักศึกษา แอบเสียดายอยู่เหมือนกันค่ะ ที่พลาดโอกาศที่จะได้รับความรู้จากวิทยากรจากสถาบันการเรียนรู้
ตอนนี้เลยมาทำการบ้าน โดยเข้าไปอ่าน blog ของเพื่อนๆค่ะ ก็เห็นเพื่อนๆพูดถึงหลายประเด็นหมือนกัน แต่ขอยกเรื่องการคิด ในเชิง positive มาพูดละกันค่ะ ขออนุญาต อ้างอิงจาก blog ของกุ๊ฟกิ๊ฟนะคะ ที่บอกว่า “การคิดอย่างสร้างสรรค์ต้องเป็นการคิดในเชิง positive” อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ คนที่มีความคิดในด้านบวกจะทำให้คนที่อยู่ใกล้ชิด มีความสุขตามไปด้วย (ขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นฟิล์มนะคะ) ฟิล์มเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมากๆค่ะ ฟิล์มจะมองปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอ เคยเอาปัญหาจากการทำงานไปคุยกะฟิล์ม คำตอบที่ได้รับทำให้มีกำลังใจในการทำงานขึ้นเยอะเลยค่ะ ที่นี้การที่เป็นคนคิดในด้านบวกมีข้อดียังไง? นุกคิดว่า จะทำให้เรามีกำลังใจในการทำงานหรือทำอะไรหลายอย่างมากๆค่ะ เคยได้ดูรายการทางโทรทัศน์รายการหนึ่งค่ะ เขาได้พูดถึงการคิดในด้านบวกได้น่าสนใจมากค่ะ โดยยกตัวอย่างว่า ถ้าเราคิดแต่สิ่งที่ดีๆ มันก็จะเป็นแบบที่เราคิด เช่นให้เราคิดว่าเราสวย แล้วปรับเปลี่ยนบุคลิกของตัวเองใหม่ รับรองได้เลยค่ะ ว่าถ้าเดินออกไปนอกบ้าน ต้องมีคนทักแน่ๆว่า เราสวยจริงๆ เห็นข้อดีแบบนี้แล้วคงต้องหัดเป็นคนคิดในด้านบวกให้มากขึ้นแล้วล่ะค่ะ
*****************************************
ขอบคุณblog ของเพื่อนๆนะคะ ที่เป็นแหล่งให้ความรู้ในการเขียนblog วันนี้ ( เป็นการเรียนรู้จากคนรอบข้างจริงๆค่ะ ^ ^ )
ความรู้ที่อยู่นอกตำรา
September 7, 2007
เคยได้ยินมาบ้างว่า “ความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน” ขอเติมต่อท้ายให้นะคะว่า “แต่ถ้าไม่เข้าเรียนก็ไม่มีความรู้” จากประสบการณ์ของตัวเองโดยตรงค่ะ เพราะเมื่อเสาร์ที่ผ่านมา การเรียนในคลาส มีเพียงแค่ ประชุมงาน และการพูดคุยกับวิทยากรพิเศษเท่านั้น เมื่อจบคลาสได้กลับมาคิดกับตัวเองเล่นๆว่า ถ้าไม่ได้เข้าคลาสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จะเกิดอะไรขึ้น คิดไปคิดมา ก็ได้คำตอบมาว่า คงน่าเสียดายที่สุดเพราะคงพลาดที่จะได้รับความรู้อะไรใหม่ๆที่ อาจารย์ ขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ ได้สละเวลามาบรรยายให้เราฟัง ได้รับรู้ความจริงอีกด้านหนึ่งที่อยู่ในสังคมนี้ ความรู้ทางกฏหมายและเหตุการณ์ตัวอย่างที่ได้รับทำให้มองเห็นอะไรๆได้ชัดเจนขึ้น แง่คิดของนักกฏหมายคนหนึ่งที่ใช้ในการทำงาน ลูกล่อลูกชน และเหตุผลที่อยู่บนความถูกต้อง คิดว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับการทำงานของตัวเองและบทบาทของผู้นำได้ค่ะ
**********************************************
เสาร์สุดท้ายก่อนสอบมิดเทอม
August 8, 2007
การสรุปโครงการที่พวกเราจะทำ ได้ยืดเยื้อมาจนถึงวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งอาจารย์ก้องได้บอกกับพวกเราว่า ความจริงอยากให้วันนี้ไม่มีเรียน อยากให้นักศึกษาได้อ่านหนังสือกันมากกว่า แต่เนื่องจากว่า กลุ่มของพวกเรายังไม่สามารถที่จะหาข้อสรุปได้จึงต้องนัดเพิ่มเติมมาในวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อแบ่งหน้าที่ของสมาชิก และกำหนดวันในการทำงานของโครงการ (ดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาซะที) โดยนุก นุ่น กุ๊ฟกิ๊ฟ และกิ๊บก๊าบรับทำสื่อ ส่วนคนอื่นๆก็รับหน้าที่ต่างๆกันไป
*************************************************************************
-วันนี้ขอจบดื้อๆนะคะ แล้วเจอกันวันที่ไปสัมมนานะคะ
- Blogวันนี้สั้นจัง ^-^
การจัดการความรู้และการบริหารทีมงาน
August 1, 2007
วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เนื้อหาที่ได้เรียนในชั้นว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับ“การจัดการ”ทั้งสิ้น ทั้งการจัดการความรู้ และการจัดการหรือบริหารทีมงาน
เริ่มจากการจัดการความรู้ ก่อนอื่นเลยคงต้องแบ่งประเภทของความรู้เป็น2 ประเภทนั่นก็คือ ความรู้ชัดแจ้ง(Explicit Knowledge) EK. และ ความรู้ฝังแน่น(acitKnowledge) TK. ความแตกต่างระหว่าง EK และTK คือ EK จะเข้าใจง่าย สอนง่าน เรียนรู้ง่ายกว่า TK ซึ่งเป็นในระดับเคล็ดลับ ฝีมือ ต้องใช้ประสบการณ์ในการทำ ต่อมาอาจารย์ก้องได้บรรยายเกี่ยวกับ KM (Knowledge Management) หรือการจัดการความรู้ ซึ่งได้มีคำจำกัดความเกี่ยวกับ KM มากมาย แต่สรุปได้สั้นๆว่า KM คือ การยกระดับความรู้ขององค์การเพื่อสร้างผลประโยชน์ กระบวนการทาง KM แบ่งได้เป็น 7 ขั้นตอนคือ
1) การบ่งชี้ความรู้
2) การสร้างและแสวงหาความรู้
3) การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ
4) การประมวลและกลั่นกรองความรู้
5) การเข้าถึงความรู้
6) การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้
7) การเรียนรู้
อาจารย์ก้องได้ยกตัวอย่างองค์กรใหญ่ๆที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ต่างก็นำKM มาใช้ในการบริหารองค์กร ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการนำKM ไปใช้ในองค์กร และ บทบาทของผู้นำกับ KM ที่สามารถนำไปใช้ได้ในการทำงานคือ ผู้นำ ต้องกำหนดและส่งเสริม/สนับสนุน และเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติและการดำเนินงาน ผู้นำควรให้อำนาจ คำปรึกษาและกำลังใจแก่ผู้ที่ปฏิบัติงานด้วย
จากนั้นได้เข้ามาสู่หัวข้อการบรรยายการบริหารทีมงาน จะประกอบไปด้วย
- คุณลักษณะของทีม คือต้องมีภารกิจและขอบเขตการทำงานที่ชัดเจน รวมถึงการบวนการจัดการภายในทีม และต้องมีสมาชิกอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งๆ
- หัวใจของทีมที่มีประสิทธิผล ต้องประกอบไปด้วย ความสามารถของทีม การมีเป้าหมายและความมุ่งมั่นของทีมงานร่วมกัน และสมาชิกต้องมีส่วนร่วมในการสื่อสารและ ได้รับผลตอบแทนจากการทำงาน
- สภาพแวดล้มที่เอื้อต่อการทำงาน เช่น การสนับสนุนจากผู้นำ โครงสร้างขององค์กรที่ไม่ใช่ลำดับชัน ระบบการจูงใจที่เหมาะสม และประสบการณ์ในการทำงานเป็นทีม แต่ที่หน้าสนใจที่สุดในการพูดในหัวข้อการบริหารทีมงานก็คือ บทบาทของผู้นำทีม ซึ่งแบ่งได้ เป็น 5 บทบาท คือ
บทบาทในฐานะ ผู้ริเริ่ม คือเป็น คนเริ่มลงมือทำสิ่งต่างๆ ต้องจูงใจให้ทุกคนทุ่มเมความมุ่งมั่นในภารกิจ และเป็นผู้เชื่อมโยงการปฏิบัติต่างๆ
บทบาทในฐานะต้นแบบของสมาชิก คือ อยากให้สมาชิกเป็นอย่างไร ผู้นำต้องเป็นอย่างนั้น การปฏิบัติเป็นแบบอย่าง จะมีพลังมากกว่าคำพูด
บทบาทในฐานะนักเจรจา
บทบาทในฐานะเป็นผู้ไห้คำแนะนำ คือ เริ่มจากการสังเกต หารือกับคนที่มีปัญหา จากสิ่งที่สังเกตเห็น เป็นผู้ฟังที่ดี และตั้งคำถามที่เหมาะสม จากนั้นให้คำแนะนำที่ดีและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
ผู้นำประสานความร่วมมือจากทุกคน ต้องมอบอำนาจให้แก่ผู้ปฏิบัติการทุกคน ให้สมาชิกรับผิดชอบกับผลงาน และเห็นบทบาทของตนเอง เรียนรู้ที่จะฟังผู้อื่น และกล้าที่จะพูด เคารพเสียงส่วนใหญ่
ฟังบรรยายจากอาจารย์ก้องจบเห็นด้วยตามที่อาจารย์ได้บรรยายทุกอย่าง อีกทั้งสามารถนึกภาพตามได้ ทั้งจากประสบการณ์ทำงาน และจากหนังสือที่ได้อ่านมาก่อนหน้านี้ (การบริหารในแบบของบิลล์ เกตส์)
******************************************
โครงการ
July 25, 2007
เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีวิทยากรพิเศษมาสอนพวกเราเกี่ยวกับเรื่องการทำโครงการ ทำให้นุกมองภาพการทำโครงการกว้างขึ้นมากๆค่ะ คือเมื่อก่อนถ้าพูดถึงโครงการนุกจะนึกถึง กระดาษ 2-3 แผ่น ข้างในต็มไปด้วยตัวอักษรที่ผู้จัดทำโครงการได้ใส่รายละเอียดเข้าไป เพื่อให้ผู้ที่อนุมัติโครงการเห็นถึงความสำคัญในการทำโครงการนั้นๆ แต่หลังจากที่ท่านวิทยากรได้บรรยายเสร็จ อืม…มันไม่เหมือนแบบที่เรามาก่อนเลย แต่ว่าดีมากๆเลยนะคะ เพราะหลังจากเรียนคาบนั้นจบ นุกคิดว่าการเขียนโครงการของนุกคงจะดีขึ้น(มั้ง)
2 คาบหลัง มานั่งคุยกันเป็นวงกลมเหมือนเดิม คราวนี้ต้องมาคิดกันแล้วว่าจะเอาอะไรเป็นโครงการ ได้โครงการที่ผ่านเข้ารอบมา 3 โครงการ เลยคิดกันว่า งั้นเอามารวมกันเป็นโครงการเดียวไปเลย (อ่า..ใหญ่จัง) แต่กว่าจะตกลงกันได้ว่าจะทำโครงการตามแนวพระราชดำริเป็นหลัก เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันค่ะเพราะต้องมาพูดถึงข้อดี ข้อจำกัดของแต่ละโครงการ คุยกันไปมา อ่า…หมดคาบอีกแล้ว ต้องไปต่อเวลานอก แล้วก็ต้องส่งโครงการคร่าวๆให้อาจารย์วัน พฤหัสบดี นี้ …….เอาใจช่วยให้พวกเราคิดโครงการทันด้วยนะคะ
**************************************************
P.S.
วันนี้อัพเกี่ยวกับเรื่องโครงการจริงๆ (- -*)
เรียนเบลอๆ&คิดโครงการ
July 18, 2007
วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เข้าเรียนสายอีกแล้ว อันเนื่องมากจากงานที่มีติดต่อกัน เข้ามาในช่วงสัปดาห์นั้น ทำให้ช่วงเวลาพักผ่อน ต้องเป็นตอน ตี5ของเช้าวันใหม่ ทุกวัน เป็นอย่างนี้มา ประมาณ 4วันติด ตั้งแต่ คืนวันอังคาร เรื่อยมาจนถึง คืนวันศุกร์ เช้าวันเสาร์จึงเข้าเรียนแบบเบลอๆ กว่าจะปรับตัวและตามให้ทันกับเนื้อหาที่อาจารย์ก้องได้สอนไปก่อนหน้าที่จะเข้าเรียนนั้น ก็ใช้เวลหลายนาทีอยู่
พอตั้งและเรียกสติกลับมาได้แล้ว ก็สามรถจับใจความสำคัญที่อาจารย์กำลังพูดอยู่ที่หน้าห้องได้ว่า หลักของการเป็นผู้นำนั้นเป็นอย่างไร ลักษณะของผู้นำที่ดี ฯลฯ นั้งฟังไปก็พยักหน้าตามอาจารย์ไปด้วย (แอบคิดกับตัวเองว่า เราคงต้องปรับตัวอีกเยอะเหมือนกัน กว่าจะเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบได้) พอหมดช่วงแรก ก็มาต่อด้วยการนั่งคิดหัวข้อที่พวกเราต้องทำกิจกรรมของวิชานี้ด้วยกัน ได้ยินอาจารย์บอกว่า ครั้งนี้ทำกันกลุ่มเดียว เป็นกลุ่มใหญ่ (แอบคิดว่า มันใหญ่ไปมั้ยอ่ะซัก สองกลุ่มก็กำลังดีนะคะ^^…..แต่นุกก็เชื่อว่าอาจารย์คงคิดแล้วว่าการทำเป็นกลุ่มใหญ่น่าจะเหมาะสมกับพวกเรา) อาจารย์พยายามโฟกัสให้พวกเราเพียงแค่คิดว่าจะทำอะไรใครอยากทำอะไรบ้าง ยังไม่ต้องไปมองถึงปัญหาว่า เราจะทำกันได้หรือไม่ ต่างคนก็มีหลายหลายความคิดเห็น แต่ว่าก็มีไม่น้อยเหมือนกัน ที่ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นในช่วงนั้นออกมา อาจจะยังคิดไม่ออกกันใช่มั้ยคะ ^^ นั่ง(เป็นวงกลม)คุยกันถึงเรื่องที่จะทำโครงการไปๆมาๆ ก็หมดเวลาแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปเลยว่าพวกเราจะทำอะไรกันดี อาจารย์เลยให้ไปคิดกันมาว่าครั้งหน้าจะสรุปเอาหัวข้อโครงการไหน
เดี๋ยวคราวหน้ามาต่อกันนะคะว่าโครงการไหนจะชนะใจพวกเรา ลุ้นๆๆ
*********************************
ถ้าฉันเป็น…ฉันจะทำ
July 7, 2007
ขึ้นต้นมาแบบนี้ ทุกคนคงงงใช่มั้ยคะว่าวันนี้นุกจะมาไม้ไหนหว่า? วันนี้ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ก็มาทำการบ้านส่งอาจารย์ก้องเหมือนเคยค่ะ เพียงแต่โจทย์ของการบ้านในวันนี้เป็นในหัวข้อประมาณว่า “…ตัวนักศึกษาเองจะดำเนินการในเรื่องใด อย่างไรบ้าง ที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาในเรื่องกิจกรรมนักศึกษาของมหาวิทยาลัยขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม…” เริ่มเข้าใจแล้วใช่มั้ยคะ ว่าทำไมนุกต้องตั้ง หัวเรื่องว่า “ ถ้าฉันเป็น..ฉันจะทำ” งั้นไปทำการบ้านกันดีกว่าค่ะ อ่อ!! บอกไว้ก่อนนะคะ ว่าข้อความต่อจากนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของนุกเท่านั้นนะคะ ถ้าหากว่า ไปกระทบกับบุคคลหรือว่ากลุ่มบุคคลใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
ในความคิดของนักศึกษามหาวิทยาลัยตัวเล็กๆแบบนุก ที่ทำกิจกรรมมาพอสมควร รับหน้าที่มาก็หลายอย่าง (แต่ที่ท้าทายและชอบที่สุดก็ หน้าที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าค่ะ) ทำให้มองเห็น อุปสรรคหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยของเราอุปสรรคในที่นี้ไม่ได้หมายถึงต้องไปรบราฆ่าฟันกับใครเขานะคะ(แม้ว่าบางทีก็อาจจะเกือบทำไปแล้ว – -*) แต่ว่าเป็นอุปสรรคที่อาจเกิดจากตัวของนักศึกษา หรืออาจจะเกิดจากตัวของมหาวิทยาลัย และอื่นๆอีกมากมายค่ะ แต่ว่าในกลุ่มของนักศึกษาที่ทำกิจกรรมเหล่านี้ ต่างก็รู้กันดีนะคะว่า ต้องมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นแน่นอนค่ะ แต่ว่าพวกเราก็ไม่ท้อนะคะ เพราะว่าความสุขของนักกิจกรรมคือการได้ทำงานแล้วเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ถ้าไม่ได้ทำแล้วรู้สึกว่ามันเหมือนจะขาดอะไรไปในชีวิต แต่ว่า ถ้าอุปสรรคมีเยอะไปคนทำงานแบบเราก็แอบท้อได้เหมือนกันนะคะ เพราะว่าพวกเรามาทำกันตรงนี้ไม่ได้อะไรเลย นอกจากมิตรภาพจากเพื่อนจากรุ่นพี่รุ่นน้อง และการฝึกการทำงานให้เป็นระบบ ส่วนเรื่องที่บอกว่าเสีย มีเยอะค่ะ ทั้งเสียเวลาส่วนตัว เสียเงิน(อันนี้ก็มีบ้าง) เสียโอกาสที่จะทำอะไรหลายๆอย่าง อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คนที่ไม่ค่อยได้ทำ หรือว่าไม่เคยทำมาเลย คงจะมีคำถามว่า แล้วไอ้อุปสรรคที่ว่านั้นมันคืออะไร
อุปสรรคที่นุกมองเห็นได้นะคะ หลักๆก็เป็นเรื่องเงินค่ะ แล้วก็เรื่องที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย เริ่มกันที่เรื่องเงินก่อนนะคะ ทราบกันมั้ยคะ ว่างบประมาณที่ทางมหาวิทยาลัยให้นักศึกษาจัดกิจกรรม ขอเรียกว่า งบกิจนะคะ ได้มาเท่าไหร แล้ว กิจกรรมที่นักศึกษาจัด ต้องใช้งบจริงๆเท่าไหร เอาง่ายๆนะคะ ปีงบประมาณ 2551 มหาวิทยาลัยให้งบมา 4ล้านค่ะ หักเป็นงบเสริม 1 ล้าน (วันหลังจะมาเล่าเรื่องงบเสริมให้ฟังนะคะ) เหลือ 3ล้านบาท ใช้จัดกิจกรรมตั้งแต่ ตุลาคม 2550 ไปจนถึงกันยายน 2551 1ปี พอดีเลยค่ะ ลองคิดกันดูนะคะว่า1ปี ในมหาวิทยาลัยเรามีกิจกรรมอะไรบ้าง ถ้าสมมติว่าชมรมละ 5 โครงการต่อ ปี แล้วเอาจำนวนของชมรมทั้งหมดคูณ ประมาณ 40ชมรมค่ะ ก็จะตกโครงการละ 15,000บาท อืม…น้อยจัง(บางกิจกรรมได้มาไม่ถึง 10,000บาท เช่น งานเปิดโลกกิจกรรม ได้มาแค่ 6,000บาทค่ะ) สำหรับการจัดกิจกรรมให้กับนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย ชมรมไหนที่หาสปอนเซอร์เก่งๆก็จะลดภาระเรื่องค่าให้จ่ายไปได้ค่ะ แต่บางชมรมที่คนน้อยก็ต้องจัดตามอัตภาพค่ะ ที่นี้พองบน้อย กิจกรรมที่ออกมาก็ไม่โดดเด่น เป็นที่ดึงดูดใจ ให้นักศึกษาเข้าร่วม ความสำคัญของโครงการนั้นก็จะถูกมองว่าน้อยลงไปอีก พอถึงเวลาพิจรณางบประมาณประจำปี ก็จะถูกตัดงบให้เหลือน้อยลงไปอีกเพราะว่า หน่วยงานที่พิจรณางบประมาณไม่เห็นถึงความสำคัญของโครงการนั้น เห็นมั้ยคะว่ามันจะเกิดเป็นลูกโซ่ อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆค่ะ ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยก็มีเยอะ อย่างเช่น การขอให้สถานที่ การติดต่อขอยืมอุปกรณ์ การขอความร่วมมือจากหน่วยงานให้มหาวิทยาลัย แต่ละอย่างอยากๆทั้งนั้นเลยค่ะ ทำให้ต้องเสียเวลาให้การติดต่มาก
ที่นี้มาถึง “ถ้าฉันเป็น…ฉันจะทำ” คำว่าเป็นในที่นี้คือ ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยค่ะ แล้วถ้านุกมีโอกาสได้เป็น นุกจะพัฒนากิจกรรมของมหาวิทยาลัยให้มีความก้าวหน้าและน่าสนใจมากกว่านี้ คงต้องลงไปสัมผัสกับคนที่ทำงานจริงๆ ไปถามถึงปัญาแล้วนำปัญหานั้นมา แก้ไขให้มันดีขึ้น อาจจะต้องมีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยดูแล นักศึกษาที่ทำกิจกรรม หน่วยงานที่ว่าต้องมีบรรยากาศเหมือนบ้านที่อบอุ่น นักศึกษาจะได้กล้าเล่าถึงปัญหาที่แท้จริงให้รับทราบได้
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงมุมมองเล็กของนักกิจกรรมคนนึงที่มองในด้านของนักศึกษาที่ทำกิจกรรมเท่านั้นนะคะ ถ้ามีโอกาสได้มองกลับมาโดยที่ได้เป็นสวมบทบาทในด้านอื่น อาจจะมองปัญหาเหล่านี้แตกต่างออกไปก็ได้ค่ะ
***********************************************
P.S.
- บล็อควันนี้ยาวหน่อยนะคะ ^-^